นักข่าวต้องการข่าว ไปล่อซื้อเพื่อให้เป็นข่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10510/2555

     ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักข่าวได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงขายเหล็กไหลจากผู้ชมรายการของผู้เสียหาย จึงวางแผนพิสูจน์การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพื่อให้มีการจับกุมมาลงโทษ หลังจากที่มีการติดต่อกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวจนทราบแน่ชัดว่ามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุม โดยผู้เสียหายนำเงินที่จะต้องวางประกันในการทำสัญญาจะซื้อจะขายเหล็กไหลไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก็เพื่อจะได้เป็นหลักฐานของการกระทำความผิด พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาจึงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหาพายานหลักฐานด้วยตนเองโดยการหลอกล่อกลุ่มบุคคล

ดังกล่าว ซึ่งก็คือจำเลยทั้งห้ามากระทำความผิด อันเป็นการก่อให้จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง  มิใช่เพราะจำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะฉ้อโกงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น  กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย

 

คำพิพากษาฎีกาย่อยาว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10510/2555

โจทก์    พนักงานอัยการ ประจำศาลจังหวัดธัญบุรี

     โจทก์ฟ้อง  ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุน

ปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 341, 371 ริบของกลาง

ทั้งหมด ยกเว้นเงินสดจำนวน 20,000 บาท

     จำเลยที่ 1 ให้การับสารภาพในข้อหาพาอาวุธปืน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้

ให้การปฏิเสธ

     ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5  ให้การปฏิเสธ

     ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายจับ

และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 จากสารบบความชั่วคราว

     ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 มีความผิดตามประมวล

กฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 2 ปี และจำเลยที่ 1

มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง

และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวล

กฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์

แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรม

ให้เรียกกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91  รวมจำคุกจำเลยที่ 1

มีกำหนด 2 ปี และปรับ 1,000 บาท หากจำเลยที่ 1  ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมดยกเว้นเงินสด

จำนวน 20,000 บาท

     จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 5 อุทธรณ์

     ศาลอุทธรณ์ภาค 1  พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหาฉ้อโกง คืนของกลาง

ทั้งหมดให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

     โจทก์ฎีกา

     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

ผู้เสียหายคดีนี้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่  จากทางนำสืบของโจทก์ได้ความจากคำ

เบิกความของจ่าสิบตำรวจประยุทธและพันตำรวจโทไพสิฐว่า ขณะที่นางสาวสมปรารถนา

ผู้เสียหายซึ่งเป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวีกำลังทำรายการ "ทำผิดอย่าเผลอ" ได้รับเรื่อง

ร้องเรียนจากนายสมสิทธิ์ว่า  นายสมสิทธิ์ถูกจำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นกลุ่มหลอกขายเหล็กไหล

หลอกลวงจนต้องสูญเงินไปหลายแสนบาท ผู้เสียหายกับนายสมสิทธิ์จำดำเนินการ

วางแผนเพื่อการจับกุมด้วยการติดต่อกับกลุ่มของจำเลยทั้งห้าเรื่องการซื้อขายหล็กไหล

หลังจากนั้นผู้เสียหายไดประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลสายไหม

ให้ทำการจับกุมจำเลยทั้งห้าที่ผู้เสียหายได้นัดเจรจาเรื่องซื้อขายเหล็กไหลกันไว้

โดยผู้เสียหายได้นำเงินของผู้เสียหายจำนวน 20,000 บาท ที่จะใช้เป็นเงินประกัน

ให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอ้างตัวเป็นผู้ซื้อจะซื้อเหล็กไหลไปถ่ายเอกสารและลงบันทึกประจำวัน

ไว้เป็นหลักฐาน เห็นว่า พฤติการณ์ของคดีตามทางนำสืบของโจทก์เป็นเรื่องที่ผู้เสียหาย

ซึ่งเป็นนักข่าวได้รับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลที่หลอกลวงขายเหล็กไหล

จากผู้ชมรายการของผู้เสียหาย จึงวางแผนพิสูจน์การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าว

เพื่อให้มีการจับกุมมาลงโทษ หลังจากที่มีการติดต่อกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวจนทราบ

แน่ชัดว่ามีพฤติกรรมในการหลอกลวงจริง จึงประสานงานกับเจ้าพนักงานตำรวจ

เพื่อจับกุม  โดยผู้เสียหายนำเงินที่จะต้องวางประกันในการทำสัญญาจะซื้อจะขาย

เหล็กไหลไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานก็เพื่อจะได้เป็นหลักฐานของการกระทำ

ความผิด พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวมาจึงเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหา

พายานหลักฐานด้วยตนเองโดยการหลอกล่อกลุ่มบุคคลดังกล่าว ซึ่งก็คือจำเลยทั้งห้า

มากระทำความผิด  อันเป็นการก่อให้จำเลยทั้งห้ากระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง 

มิใช่เพราะจำเลยทั้งห้ามีเจตนาจะฉ้อโกงผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น  กรณีดังกล่าว

จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทุกข์

ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์

ตามกฎหมายทำให้การสอบสวนในความผิดดังกล่าวไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

     พิพากษายืน

 

     (ทรงศิลป์  ธรรมรัตน์  -  กรองเกียรติ  คมสัน  -  อิสสระ  นิ่มละมัย)

                                                              เปรมรัตน์  วิจารณาญาณ  -  ย่อ

                                                              ประทีป  อ่าววิจิตรกุล  -   ตรวจ

 

หมายเหตุ

     คดีนี้เป็นการแสวงหาหลักฐานเพื่อจะจับกุมผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง

แต่ผู้เสียหายรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นการหลอกลวงเรื่องเหล็กไหล เท่ากับว่าผู้เสียหายไม่ได้

ถูกหลอกลวง จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงไป

     เช่นเดียวกับการซื้อหวยจากเจ้าพนักงานไม่เป็นความผิด เพราะขาดองค์ประกอบ

ความผิด

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 829/2500  (หน้า 787) พนักงานอัยการจังหวัด

ลำปาง โจทก์  นายพุฒ  ปุ๊ดธีระ  หรือนายปุ๊ด ธีระ จำเลย

     โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม  2498 เวลากลางวัน จำเลยได้ซื้อสลาก

กินรวบจากผู้จัดการให้มีการเล่น อันเป็นการผิดพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478

พนันเอาทรัพย์สินกัน แต่หากจำเลยไปซื้อเลขจากเจ้าพนักงานซึ่งนับว่ามีเหตุพ้นวิสัย

มาขัดขวางมิให้จำเลยซื้อสลากกินรวบจากผู้จัดการเล่นได้เสร็จ จึงขอให้ศาลลงโทษ

จำเลยฐานพยายามเล่นสลากกินรวบ

     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพนันสลากกินรวบต้องมี 2 ฝ่าย คือผู้แทนฝ่ายหนึ่ง

และเจ้ามือผู้รับกันรับใช้อีกฝ่ายหนึ่งตกลงเล่นการพนันสลากกินรวบกัน ในกรณีนี้มีแต่

จำเลยฝ่ายเดียวที่เจตนาจะเล่น ฝ่ายเจ้าพนักงานไม่มีเจตนาจะเล่น จึงไม่อาจเป็นการเล่น

การพนันสลากกินรวบได้ จึงพิพากษายืน (ยกฟ้อง)

     นอกจากนี้ การกระทำเพื่อแสวงหาหลักฐานจะจับกุมผู้กระทำ อาจมีปัญหาไปถึงว่า

จะกลายเป็นพยานชนิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำอันมิชอบโดยประการอื่น ต้องห้าม

มิให้อ้างเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226

ด้วยหรือไม่

     มีการกระทำบางประเภทที่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด การฝ่าฝืน

แม้เจ้าพนักงานของรัฐจะมีการใช้วิธีการแสวงหาพยานหลักฐานหรือล่อซื้อก็เป็น

ความผิดได้ ไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบ จึงไม่มีปัญหาเรื่องมิใช่

ผู้เสียหาย เช่น การล่อซื้อบริการจากหญิงขายบริการ

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1163/2518 (ตอน 8 หน้า 1066) ผู้ว่าคดี

ศาลแขวงพระนครใต้ โจทก์  นายสมหมาย  ทรัพย์ศิริไพบูลย์  ที่ 1 นางสาวกิมเซ็ง

หรือเปีย แซ่ตั้ง ที่ 2 จำเลย

     ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  เมื่อสิบตำรวจโทวิรัชขอร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 2

เพื่อพิสูจน์คำร้องเรียนว่ามีการค้าประเวณีในสถานที่เกิดเหตุจริงหรือไม่ตามคำสั่ง

พนักงานสอบสวนแล้ว  จำเลยที่ 2 ยอมร่วมประเวณีและรับเงินจากสิบตำรวจโทวิรัช

ดังที่ศาลอุทธรณ์ฟังมานั้นไม่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบแต่อย่างใด

พยานหลักฐานของโจทก์จึงเป็นพยานหลักฐานที่รับฟังได้

     การใช้สายลับแฝงตัวไปสืบหาการกระทำความผิดในหมู่คนร้ายคดีขาย

อาวุธปืนเถื่อนหรือยาเสพติด คำสายลับนำมารับฟังเป็นพยานได้ ถ้ามีการนำสายลับ

มาเบิกความ

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 715/2520  (ตอน 7 หน้า 827)  พนักงานอัยการ

จังหวัดขอนแก่น โจทก์  นางสว่าง  จีระกุล กับพวก  จำเลย

     เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนายพิจิตรกับนายรำพึงเป็นผู้ต้องหา ได้ตรวจค้นรถ

พบอาวุธปืนและลูกระเบิดซุกซ่อนอยู่ระหว่างพื้นรถจริงสมดังคำเบิกความของนายวิมล

นายวิมลมิได้ตกอยู่ในฐานะผู้ต้องหาเพราะไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิด เนื่องจากนายวิมล

เป็นสายลับให้ตำรวจทำการจับกุม และมีฐานะเป็นพยานของตำรวจ

     คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4417/2548  (ตอน 6 หน้า   1191)  พนักงาน

อัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์  นายยอด สุขพอดี  จำเลย

     การที่เจ้าพนักงานของรัฐใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย

เป็นการก่อให้จำเลยกระทำความผิด เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานอันได้มาจาก

การหลอกลวง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำเท่าที่จำเป็น

และสมควรในการแสวงหาพยานหลักฐานในการกระทำความผิดของจำเลยที่ได้กระทำ

อยู่แล้วตามอำนาจในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (10) ชอบที่

เจ้าพนักงานตำรวจจะกระทำได้เพื่อให้ได้โอกาสจับกุมจำเลยพร้อมพยานหลักฐาน ดังนี้

การใช้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย จึงเป็นเพียงวิธีการพิสูจน์ความผิด

ของจำเลย  หาใช่เป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยไม่ชอบดังที่จำเลยฎีกาไม่

 

                                                                    ประทีป  อ่าววิจิตรกุล

Visitors: 35,449