ลูกจ้างอายุ 61 ปี เข้าทำงานกับนายจ้าง โดยมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของนายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างเกษียณอายุที่ 60 ปี เมื่อลูกจ้างทำงานไปจนอายุ 64 ปีแล้วมาขอใช้สิทธิเกษียณอายุ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 วรรคสอง จึงเกิดปัญหาว่าลูกจ้างจะอ้างสิทธินี้เพ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 2822/2566 (ประชุมใหญ่)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 72,000 บาท และค่าจ้างที่หักไว้ 8,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 51/2564 ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 โจทก์แถลงว่าได้รับค่าจ้างที่ถูกหักไว้แล้ว จึงขอสละคำขอท้ายฟ้องในเงินค่าจ้างส่วนนี้

ศาลแรงงานภาค 1 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 51/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชย 72,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงและข้อเท็จจริงยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานภาค 1 ปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ที่อายุ 60 ปีบริบูรณ์ โจทก์เคยเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เริ่มทำงานเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ขณะมีอายุ 61 ปี ตำแหน่งพนักงานขับรถ ได้รับค่าจ้างวันละ 400 บาท เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ขอเกษียณอายุในเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป อ้างว่าโจทก์อายุ 64 ปี 2 เดือนแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ โจทก์มาทำงานจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม 2564 โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะพนักงานตรวจแรงงานว่า จำเลยที่ 2 นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยเนื่องจากเกษียณอายุ จำเลยที่ 1 สอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเนื่องจากเกษียณอายุตามสำเนาคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 51/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ขณะที่มีอายุ 61 ปีแล้ว ดังนั้น ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กำหนดเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ที่อายุ 60 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างย่อมมีผลผูกพันและใช้บังคับเฉพาะแก่ลูกจ้างที่เข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 ก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แต่สำหรับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างที่มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ซึ่งจำเลยที่ 2 ตกลงสมัครใจรับเป็นลูกจ้างแม้อายุเกิน 60 ปี ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ไม่ได้กำหนดถึงการเกษียณอายุของลูกจ้างที่เพิ่งเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 เมื่ออายุเกินกว่า 60 ปีไว้ การที่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 โจทก์ขอเกษียณอายุเนื่องจากโจทก์อายุ 64 ปี 2 เดือน จึงต้องตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคสอง ซึ่งกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างอายุครบหกสิบปีขึ้นไปใช้สิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลต่อเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนาและให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างก่อนเกษียณอายุนั้น โจทก์ใช้สิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์สมัครใจเลิกสัญญา คำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 400 บาท โจทก์ทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ไม่ครบหกปี จำเลยที่ 2 ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เป็นเงิน 72,000 บาท ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 อันเป็นวันที่โจทก์แสดงเจตนาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 (3) ประกอบกับมาตรา 118/1 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่จ่ายค่าชดเชยภายในกำหนด จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 มีนาคม 2564 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 แม้โจทก์จะมีคำขอดอกเบี้ยมานับแต่วันฟ้อง แต่เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายแสดงเจตนาขอเกษียณอายุต่อจำเลยที่ 2 เอง จึงเป็นการเลิกจ้างโดยผลของกฎหมาย มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 1 ที่ให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ 51/2564 ลงวันที่ 9 เมษายน 2564 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ 72,000 บาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคแรก บัญญัติว่า “การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง” และวรรคสอง บัญญัติว่า “ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้น ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง” บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดเรื่องการเกษียณอายุไว้ 2 กรณี กรณีแรก เป็นกรณีที่มีการตกลงหรือกำหนดอายุการเกษียณของลูกจ้างไว้ ซึ่งอาจเป็นไปตามความตกลงร่วมกันในสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือเป็นไปตามที่นายจ้างกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานก็ได้ และเมื่อลูกจ้างมีอายุครบตามข้อตกลงหรือข้อกำหนดดังกล่าวให้ถือเป็นการเลิกจ้าง กรณีที่สอง เป็นกรณีที่มีการตกลงหรือกำหนดอายุการเกษียณของลูกจ้างไว้เกินกว่าอายุ 60 ปี หรือมิได้มีการตกลงหรือกำหนดอายุการเกษียณของลูกจ้างไว้ทั้งในสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปีขึ้นไปย่อมมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ โดยแสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบ 30 วันนับแต่วันแสดงเจตนา คดีนี้ศาลแรงงานภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ที่อายุ 60 ปีบริบูรณ์ และเมื่อพิจารณาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ซึ่งระบุว่า จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเมื่อลูกจ้างเกษียณอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ โดยจำเลยที่ 2 จะให้ลูกจ้างผู้นั้นพ้นจากการเป็นลูกจ้างนับแต่วันที่ 1 มกราคมของปีถัดไป ดังนั้น จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 2 มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกำหนดเรื่องการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว มิใช่เป็นกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี ซึ่งข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 10 วรรคสาม ย่อมมีผลใช้บังคับระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในแต่ละสถานประกอบกิจการ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 จึงมีผลใช้บังคับระหว่างจำเลยที่ 2 กับลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดทุกคน ดังนั้น โจทก์ต้องยอมรับและปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยที่ 2 กับโจทก์มิได้มีข้อตกลงยกเว้นเรื่องกำหนดเกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ไว้เป็นประการอื่น โจทก์จึงตกอยู่ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ที่กำหนดเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ การที่โจทก์เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์มีอายุ 61 ปีแล้ว และต่อมาโจทก์มีหนังสือขอเกษียณอายุต่อจำเลยที่ 2 ในขณะที่โจทก์มีอายุ 64 ปี 2 เดือน เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 กำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ที่อายุ 60 ปี มิได้กำหนดให้อายุการเกษียณของลูกจ้างไว้เกินกว่า 60 ปี โจทก์จึงไม่อาจใช้สิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุ และไม่อาจถือได้ว่าเป็นการที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตามมาตรา 118/1 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้ แต่เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างของฝ่ายลูกจ้างหรือสมัครใจลาออกเอง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย คำสั่งของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลแรงงานภาค 1 วินิจฉัยว่าขณะโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 มีอายุ 61 ปี ถือว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 2 ไม่ได้กำหนดถึงการเกษียณอายุของลูกจ้างที่เพิ่งเข้าทำงานกับจำเลยที่ 2 เมื่ออายุเกินกว่า 60 ปีไว้ โจทก์จึงใช้สิทธิเกษียณอายุได้และถือว่าเป็นการที่จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118/1 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมติที่ประชุมใหญ่ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเสียทั้งหมด.

(พนารัตน์ คิดจิตต์ – วรศักดิ์ จันทร์คีรี – ฤทธิรงค์ สมอุดร)

Visitors: 268,476