การที่สัญญาจ้างระบุให้นายจ้างมีสิทธิโอนย้ายลูกจ้างไปบริษัทในเครือได้ ถือว่าลูกจ้างให้ความยินยอมล่วงหน้าโดยปริยาย และทำให้นายจ้างมีสิทธิสั่งย้ายได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมอีกหรือไม่

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 3 - 6/2563  

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องและโจทก์ที่ 1 แก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 110,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 66,150 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 399,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ค่าชดเชย 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 46,784 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ค่าชดเชย 63,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 15 ต่อปี และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 3 ค่าชดเชย 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 66,150 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 46,784 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2562) และค่าชดเชย 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่ วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 37,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2562) และค่าชดเชย 63,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ที่ 3 สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 25,000 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562) และค่าชดเชย 75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 4 คำขออื่นของโจทก์ที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่สำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ขายอาวุโส ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 36,750 บาท โจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 26,000 บาท โจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาดออนไลน์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,000 บาท และโจทก์ที่ 4 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประสานงานการตลาด ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 25,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน จำเลยโอนย้ายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไปทำงานกับบริษัท ส. และโจทก์ที่ 4 ไปทำงานกับบริษัท ล. แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่จำเลยโอนย้ายโจทก์ทั้งสี่ไปทำงานและรับเงินเดือนจากบริษัทอื่น โดยให้ตำแหน่งของโจทก์ทั้งสี่ในบริษัทจำเลยสิ้นสุดลง ถือเป็นการโอนสิทธิของนายจ้างไปยังบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ให้ความยินยอม จึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ จำเลยต้องรับผิด จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสี่ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับค่าชดเชยจากจำเลยไปครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ที่ 1 การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ที่ 1 และที่ 4 ดังกล่าว เป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 4

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยโอนย้ายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไปทำงานกับบริษัท ส. และโจทก์ที่ 4 ไปทำงานกับบริษัท ล. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยโอนย้ายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไปทำงานกับบริษัท ส. และโจทก์ที่ 4 ไปทำงานกับบริษัท ล. โดยอ้างว่าเป็นบริษัทในเครือจำเลย แต่บริษัทดังกล่าวเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลย จึงเป็นการโอนสิทธิของนายจ้างไปยังบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 577 จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยจึงจะกระทำได้แม้สัญญาจ้างแรงงาน ระบุให้นายจ้างมีสิทธิโอนย้ายตำแหน่งหรือหน้าที่การงานของลูกจ้างในบริษัทหรือบริษัทในเครือตามที่นายจ้างจะเห็นสมควร ก็เป็นเพียงข้อตกลงที่ให้สิทธินายจ้าง แต่ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกจ้างที่ทำสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้าโดยปริยายแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยโอนย้ายโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ไปทำงานกับบริษัท ส. และโจทก์ที่ 4 ไปทำงานกับบริษัท ล. โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ให้ความยินยอม จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่แล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยโอนย้ายโจทก์ที่ 1 ไปทำงานกับบริษัท ส. และโจทก์ที่ 4 ไปทำงานกับบริษัท ล. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ 1 และที่ 4 โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน.

(ชาตรี หาญไพโรจน์ – สัญชัย ลิ่มไพบูลย์ – ยุคนธร พาณิชปฐมพงศ์)เป็นเนื้อหาของบทความหรือสินค้าโดยละเอียด

กรุณาใส่ข้อความ …

Visitors: 269,078